วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์


องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์  
ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน คือ
 (1)  ฮาร์ดแวร์ (Hardware)  หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นแป้นพิมพ์ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น

 (2) ซอฟต์แวร์ (Software) บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม หรือชุดคำสั่งวัตถุประสงค์หลักของซอฟต์แวร์ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน คือการประมวลผลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information)

(3) ข้อมูลหรือข้อสารสนเทศ (Dataหรือ Information)ในการประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์จะประมวลผลตามข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ป้อนเข้าสู่หน่วยรับข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ หรือเสียง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการประมวลให้ได้สารสนเทศ

สารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว ซึ่งในในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ข้อสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น คะแนนสอบของนักศึกษาเป็นข้อมูล เมื่อผ่านการตัดเกรด จะได้เกรดเป็นสารสนเทศ และเมื่อนำเกรดนักศึกษาไปคำนวณหาค่าเฉลี่ย เกรดของนักศึกษาจะเป็นข้อมูล และสารสนเทศที่ได้คือเกรดเฉลี่ย (GPA)

(4) ผู้ใช้ (User) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องให้ผู้ใช้สั่งงาน

(5) กระบวนการทำงาน (Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกัวบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธภาพ

(6) บุคลากรทางสารสนเทศ (Information systems personnel) เป็นส่วนที่สำคัญของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้ใช้ อย่างใกล้ชิด

แบบทดสอบ


แบบทดสอบ 
ข้อที่ 1) การเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีความสำคัญอย่างไร
   เป็นความรู้พื้นฐาน
   ไม่ต้องหาข้อมูลหลายที่
   นำความรู้มาประยุกต์ใช้งาน
   ข้อ ก และ ค ถูก

ข้อที่ 2) ข้อใดกล่าวถึง เทคโนโลยีสารสนเทศได้ ถูกต้อง
   ข้อมูลเป็นสารสนเทศ
   เป็นความรู้ที่ได้จากการทดลอง 
   เป็นการประยุกต์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์
   เครื่องมือที่ใช้รวบรวม ประมวลผล เก็บรักษาและเผยแพร่

ข้อที่ 3) ข้อใดเป็นสารสนเทศ
   เกรดเฉลี่ย
   เสียงนกชนิดต่าง ๆ 
   คะแนนสอบของนักเรียน
   ส่วนสูงและน้ำหนักของนักเรียน

ข้อที่ 4) การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเรียกว่าอย่างไร
   การแสดงผล
   การประมวลผล 
   การสื่อสารและเครือข่าย
   การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล 

ข้อที่ 5) ชุดคำสั่งในการทำงานข้อใดต่างจากพวก
   การคิดเกรดเฉลี่ย 
   การออกแบบกรอบภาพ
   การทำบันทึกรายรับรายจ่าย 
   การคำนวณน้ำหนักและส่วนสูง

ข้อที่ 6) อุปกรณ์ใดเหมาะที่จะใช้แสดงผลลัพธ์ในรูปตัวอักษร
   ลำโพง
   จอภาพ 
   เครื่องพิมพ์
   ถูกทุกข้อ

ข้อที่ 7) การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสื่อสารมีหลายกิจกรรม ยกเว้น ข้อใด
   การเรียนผ่านดาวเทียม
   การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่
   การเล่นเกมคอมพิวเตอร์
   การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์

ข้อที่ 8) ซอฟต์แวร์มีความสำคัญต่อระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์อย่างไร
   ใช้สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล
   เป็นชุดคำสั่งที่สั่งให้เครื่องทำงาน 
   ช่วยประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ
   เป็นคำแนะนำการใช้โปรแกรมฮาร์ดแวร์

ข้อที่ 9) การประมวลผลข้อมูลให้ได้สารสนเทศ เกิดประโยชน์อย่างไร
   ได้ข้อมูลใหม่
   ใช้ในการตัดสินใจ
   ข้อมูลเกิดการเปลี่ยนแปลง
   ฝึกทักษะการทำงานให้กับบุคลากร

ข้อที่ 10) ข้อใด ไม่ใช่ ฮาร์ดแวร์ที่ใช้จัดทำ สารสนเทศ
   เมาส์ จอภาพ
   แป้นพิมพ์ เครื่องพิมพ์
   สแกนเนอร์ แป้นพิมพ์
   กล้องดิจิทัล เครื่องถ่ายเอกสาร

ข้อที่ 11) บุคลากรของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่อย่างไร
   เป็นผู้ใช้งาน
   จัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงาน 
   เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ
   ถูกทุกข้อ

ข้อที่ 12) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของนักเรียน คือข้อใด
   การใช้ e-learning
   การชำระภาษีออนไลน์
   การทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
   การค้นหาตำแหน่งของเรือรบหลวง

ข้อที่ 13) ข้อใดเป็นการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์
   การส่งธนาณัติ
   การติดป้ายโฆษณา
   การโฆษณาทางอินเทอร์เน็ต
   การเชิญชวนคนมาสมัครเป็นสมาชิก 

ข้อที่ 14) ข้อใดเป็นการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศ 
   เล่นเกมพร้อมกันได้หลายคน
   ตัดต่อภาพเผยแพร่ทางเว็บไซต์
   ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง
   นำเสนอผลงานด้วยโปรแกรม Microsoft Power Point

ข้อที่ 15) หนังสือดิจิทัลมีประโยชน์อย่างไร
   เปิดใช้ง่ายกว่าหนังสือปกติ
   ต่อเชื่อมกับอินเทอร์เน็ตได้ง่าย
   ทันสมัยและไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร
   เก็บหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ได้จำนวนมาก

ข้อที่ 16) เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทต่อมนุษย์ ยกเว้น ข้อใด
   การเบิกถอนเงินอัตโนมัติ
   การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์
   การมีคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพ 
   การค้นหาข้อมูลประกอบการทำรายงาน

ข้อที่ 17) การให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ข้อใด ต่าง จากพวก
   สมัครงานผ่านทางเว็บไซต์
   เส้นทางรถประจำทางออนไลน์
   การชำระเงินค่าโทรศัพท์ผ่านเอทีเอ็ม
   รายงานอันดับเพลงฮิตจากเว็บไซต์ http://www.yahoo.com

ข้อที่ 18) ข้อใด ไม่ใช่ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศด้านการศึกษา
   การใช้ e- learning
   ออกแบบป้ายชื่อโรงเรียน
   จัดเก็บข้อมูลนักเรียนในแผ่นดิสก์
   การใช้โปรแกรม Microsoft Power Point

ข้อที่ 19) การค้นตำแหน่งด้วยระบบ GPSs มี ลักษณะอย่างไร
   ใช้สัญญาณวิทยุ
   ใช้สายเคเบิลใยแก้ว 
   ใช้สัญญาณโทรศัพท์ 
   ใช้สัญญาณดาวเทียม 

ข้อที่ 20)  ข้อใดใช้คอมพิวเตอร์เพื่อความบันเทิง ต่าง จากพวก
   ฟังเพลง
   ชมภาพยนตร์ 
   เล่นเกมออนไลน์
   ร้องเพลงคาราโอเกะ
แหล่งที่มา  http://th.wikipedia.org

ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ


ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผลกระทบในทางลบ นับตั้งแต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีเป็นไปอย่างกว้างขวาง ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีไปใน ด้านต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนย่อมต้องมีทั้งคุณและโทษ ภาพยนตร์หลายเรื่องได้ สะท้อนความคิดของการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในทางลบ ผลกระทบ ในทางลบเหล่านี้บางอย่างเป็นเพียงการคาดคะเนยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ อย่างไรก็ตามย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ผลกระทบในทางลบ มีดังนี้
1. ทำให้เกิดอาชญากรรม เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถนำมาใช้ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมได้ โจรผู้ร้ายใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการวางแผนการปล้น วางแผนการ โจรกรรม มีการลักลอบใช้ข้อมูลข่าวสาร มีการโจรกรรมหรือแก้ไขตัวเลข บัญชีด้วยคอมพิวเตอร์ การลอบเข้าไปแก้ไขข้อมูลอาจทำให้เกิดปัญหาหลาย อย่าง เช่น การแก้ไขระดับคะแนนของนักเรียน การแก้ไขข้อมูลในโรงพยาบาล เพื่อให้การรักษาพยาบาลคนไข้ผิด ซึ่งเป็นการทำร้ายหรือฆาตกรรมดังที่เห็นใน ภาพยนตร์
2. ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์เสื่อมถอย การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยไม่ ต้องเห็นตัว การใช้งานคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่การเล่นเกมที่มี ลักษณะการใช้งานเพียงคนเดียว ทำให้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นลดน้อยลง ผลกระทบนี้ทำให้มีความเชื่อว่า มนุษยสัมพันธ์ของบุคคลจะน้อยลง สังคมใหม่จะเป็นสังคมที่ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกันมาก
3. ทำให้เกิดความวิตกกังวล ผลกระทบนี้เป็นผลกระทบทางด้านจิตใจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีความวิตกกังวล ว่าคอมพิวเตอร์อาจทำให้คนตกงานมากขึ้น มีการใช้งานหุ่นยนต์ มาใช้งานมากขึ้น มีระบบการผลิตที่อัตโนมัติมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ แรงงานอาจว่างงานมากขึ้น ซึ่งความคิด
เหล่านี้จะเกิดกับบุคคล บางกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าบุคคลเหล่านั้นสามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี หรือมีการพัฒนา ให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้น
4. ทำให้เกิดความเสี่ยงภัยทางด้านธุรกิจ ธุรกิจในปัจจุบันจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัย เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น ข้อมูลข่าวสาร ทั้งหมดของธุรกิจฝากไว้ในศูนย์ข้อมูล เช่น ข้อมูลลูกหนี้การค้า ข้อมูลสินค้า และบริการ ต่าง ๆ หากเกิดการสูญหายของข้อมูล อันเนื่อง มาจากเหตุอุบัติภัย เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือ ด้วยสาเหตุใดก็ตามที่ทำให้ข้อมูลหายย่อมทำ ให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง
5. ทำให้การพัฒนาอาวุธมีอำนาจทำลายสูงมากขึ้น ประเทศที่เป็นต้นตำรับของเทคโนโลยี สามารถนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ ในการสร้างอาวุธที่มีอานุภาพการทำลายสูง ทำให้หมิ่นเหม่ต่อสงครามที่มี การทำลายสูงเกิดขึ้น
6. ทำให้เกิดการแพร่วัฒนธรรมและกระจายข่าวสารที่ไม่เหมาะสมอย่างรวดเร็ว คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด การนำมาใช้ ในทางใดจึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ จริยธรรมการใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญดังเช่น การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผู้สร้างโฮมเพจหรือสร้างข้อมูลข่าว สารในเรื่องภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพอนาจาร หรือภาพที่ทำให้ ผู้อื่นเสียหาย นอกจากนี้ยังมีการปลอมแปลงระบบจดหมาย เพื่อส่ง จดหมายถึงผู้อื่นโดยมีเจตนากระจายข่าวที่เป็นเท็จ ซึ่งจริยธรรมการ ใช้งานเครือข่ายเป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังกันมาก
แหล่งที่มา  http://th.wikipedia.org

การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ


การประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ได้มีการนำมาใช้ในหลายสาขาวิชาชีพ ทั้งในด้านการศึกษา ด้านธุรกิจอุตสาหกรรม ด้านการแพทย์ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การทำงาน การศึกษาหาความรู้ ทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันดีขึ้น นอกจากนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ก็นำเทคโนโลยีสารสนเทศและ ระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ในการติดต่อประสานงานกับทางราชการ และในธุรกิจเอกชนทางด้านการโรงแรม และการท่องเที่ยว ก็ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และบริการลูกค้าผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ทำได้อย่างสะดวกรวดเร็วทันเหตุการณ์แหล่งที่มา 


องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์

องค์ประกอบของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์


 ระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 6 ส่วน คือ
 (1)  ฮาร์ดแวร์ (Hardware)  หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่นแป้นพิมพ์ เมาส์ หน่วยประมวลผลกลาง จอภาพ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ฮาร์ดแวร์จะทำงานตามโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่เขียนขึ้น

 (2) ซอฟต์แวร์ (Software) บางครั้งเรียกว่าโปรแกรม หรือชุดคำสั่งวัตถุประสงค์หลักของซอฟต์แวร์ที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน คือการประมวลผลข้อมูล (Data) ให้เป็นสารสนเทศ (Information)

(3) ข้อมูลหรือข้อสารสนเทศ (Dataหรือ Information)ในการประมวลผลข้อมูล คอมพิวเตอร์จะประมวลผลตามข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ป้อนเข้าสู่หน่วยรับข้อมูล ดังนั้นข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ
ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการรวบรวม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ข้อความ รูปภาพ หรือเสียง เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ทำการประมวลให้ได้สารสนเทศ

สารสนเทศ หมายถึง สิ่งที่ได้จากการประมวลผลแล้ว ซึ่งในในบางครั้งสารสนเทศอาจจะเป็นข้อมูลเพื่อการประมวลผลให้ได้ข้อสนเทศอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เช่น คะแนนสอบของนักศึกษาเป็นข้อมูล เมื่อผ่านการตัดเกรด จะได้เกรดเป็นสารสนเทศ และเมื่อนำเกรดนักศึกษาไปคำนวณหาค่าเฉลี่ย เกรดของนักศึกษาจะเป็นข้อมูล และสารสนเทศที่ได้คือเกรดเฉลี่ย (GPA)

(4) ผู้ใช้ (User) การทำงานของคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องให้ผู้ใช้สั่งงาน

(5) กระบวนการทำงาน (Procedure) เป็นขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์หรือข้อสนเทศจากคอมพิวเตอร์ ในการทำงานกัวบคอมพิวเตอร์จำเป็นที่ผู้ใช้จะต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ได้งานที่ถูกต้องและมีประสิทธภาพ

(6) บุคลากรทางสารสนเทศ (Information systems personnel) เป็นส่วนที่สำคัญของระบบสารสนเทศคอมพิวเตอร์ เพื่อจัดการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนทำงานร่วมกับผู้ใช้ อย่างใกล้ชิด

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://th.wikipedia.org

การจัดการสารสนเทศ


การจัดการสารสนเทศ


การจัดการสารสนเทศ (Information management) คือ การวางแผน จัดหา รวบรวม จัดเก็บ รักษา และส่งต่อแพร่กระจายสารสนเทศไปยังผู้ใช้ เพื่อประโยชน์ในการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือ ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงพัฒนาสมรรถนะการบริหารงานและการดำเนินงานขององค์กร สร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการสารสนเทศ เป็นการบริหารจัดการขององค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน มักจะมีรายละเอียดปลีกย่อยลงไปแล้วแต่ประเภทและขนาดขององค์กร ไม่ได้มีลักษณะเป็น “One size fits all” อาจเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่จัดเก็บและบริการสารสนเทศโดยตรง เช่น ห้องสมุด หรือองค์กรที่ใช้สารสนเทศในการดำเนินธุรกิจทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ หรือระดับประเทศก็ได้ ปัจจุบันมีธุรกิจรับจ้างจัดการสารสนเทศสำหรับองค์กรภาคธุรกิจเกิดขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการสารสนเทศภายในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตสารสนเทศที่ถูกต้อง มีคุณภาพ ทันสมัย และเชื่อถือได้ มีการใช้เมทาดาทาที่ถูกต้อง จัดทำฐานข้อมูลและจัดทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) โดยดึงข้อมูลแต่ละกลุ่มที่กำหนดไว้ในแผนที่สารสนเทศ (Information Map) ขึ้นมาใช้เมื่อต้องการ กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้สารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศ กำหนดว่าใครมีสิทธิเข้าถึงได้ ใครที่ไม่มีสิทธิเข้าถึง การจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยของสารสนเทศ การกำจัดสารสนเทศที่ไม่ใช้แล้ว หรือไม่มีประโยชน์ การจัดการระเบียนเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น เอกสารทางกฎหมาย การเงิน การค้า งานวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ระบบการจัดการสารสนเทศ (information management systems) อาจแยกย่อยตามประเภทและกิจกรรมของสารสนเทศ เช่น ระบบการจัดการเอกสาร ระบบการจัดการระเบียนบันทึก ระบบการจัดการเนื้อหาบนเว็บ ระบบการจัดการคลังสื่อดิจิทัล ระบบการจัดการสื่อการเรียนการสอน ระบบการจัดการห้องสมุด เป็นต้น การจัดการสารสนเทศประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการคือ 1. มนุษย์ (people) 2. กระบวนการ (process) 3. เทคโนโลยี (technology) 4. เนื้อหา (content) ดังนั้น การจัดการสารสนเทศไม่ได้เกี่ยวข้องแค่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ สถาปัตยกรรมโครงสร้างของสารสนเทศ เมทาดาทา และคุณภาพของเนื้อหาด้วย (Robertson, 2005)

สารสนเทศ (information)

สารสนเทศ (information) 
เป็นผลลัพธ์ของการประมวลผล การจัดดำเนินการ และการเข้าประเภทข้อมูลโดยการรวมความรู้เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศนั้น สารสนเทศมีความหมายหรือแนวคิดที่กว้าง และหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่าสารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึงความหมายเชิงเทคนิค ตามปกติในภาษาพูด แนวคิดของสารสนเทศใกล้เคียงกับความหมายขอการสื่อสาร เงื่อนไข การควบคุม สารสนเทศแข็ง คือสิ่งที่เชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการตัดสินใจและการวางแผน หรือการทำงานได้ สารสนเทศอ่อน มีคุณสมบัติตรงข้ามกับสารสนเทศแข็ง คือ เชื่อถือได้น้อย ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ประโยชน์ คือ สามารถสร้างความมั่นใจและการวางแผน ตัวอย่างเช่น การที่เราได้รับข้อมูลหรือสิ่งต่างๆรอบตัวมาอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จริงหรือจริงก็ได้ สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นคือ ข้อมูลสารสนเทศอ่อน แต่สารสนเทศแข็ง คือ ข้อมูลนั้นจะต้องถูกตรวจสอบ หรือ ลงมือทำก่อนเป็นการพิสูจน์หลักฐานก่อนแต่ต้องเป็นความจริงหรือเท็จก็แจเป็นไปได้ ข้อดีข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ สร้างความอยากรู้อยากลองเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเพราะอาจจะรับข้อมูลในสิ่งที่ผิดๆแต่ถ้าเรามีข้อมูลควรที่จะคิดหรือตรวจสอบให้ดีเสียก่อนจึงสร้างสามารถนำมาปฏิบัติหรือวางแผนในอนาคตได้ ข้อดีของข้อมูลสารสนเทศแข็ง คือ เป็นข้อมูลที่ได้รับการตรวจได้มาว่าถูกต้องหรือเท็จเราก็สามารถได้รับข้อมูลที่ถูกต้องหรือผิดได้ ข้อเสียข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ สารสนเทศอ่อน มีคุณสมบัติตรงข้ามกับสารสนเทศแข็ง คือ เชื่อถือได้น้อย ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ตัวอย่างข้อมูลสารสนเทศอ่อน คือ บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนยังคงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย และจะแผ่เสริมลงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ทำให้โดยอุณหภูมิจะลดลงอีก 4-6 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ตัวอย่างข้อมูลสารสนเทศแข็ง คือ เราต้องรอเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆก่อนเราสามารถบ่งบอกได้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม
แหล่งที่มา   http://th.wikipedia.org

หน่วยแสดงผล Output


หน่วยแสดงผล Output



หน่วยแสดงผล  (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากคอมพิวเตอร์ โดยมากจะแบ่งออกเป็น 2ประเภท
หน่วยแสดงผลชั่วคราว (Soft Copy)  หมายถึงการแสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น แต่เมื่อเลิกการทำงานหรือเลิกใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไป ไม่เหลือเป็นวัตถุให้เก็บได้ ถ้าต้องการเก็บผลลัพธ์นั้นก็สามารถส่งถ่ายไปเก็บในรูปของข้อมูลในหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานได้ในภายหลัง ได้แก่

จอภาพ 
            เป็นอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากการ์ดแสดงผล มาแสดงเป็นภาพบน จอภาพ ซึ่งเทคโนโลยีจอภาพในปัจจุบันคงจะเป็น จอภาพแบบ Trinitron และ Flat Screen(จอแบน) ไม่ว่าจะเป็น CRT(moniter ทั่วไป) หรือ LCD (จอที่มีลักษณะ
แบนเรียบทั้งตัวเครื่อง) จอแบนจะมีประสิทธิภาพ ในการแสดงผลมากกว่าจอปกติ เพราะสามารถลดแสดงสะท้อนได้ดี กว่าทำให้ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า และปวดตา
เมื่อต้องทำงานนาน ๆ แต่ ราคาของจอแบนยังมีราคาสูงกว่า จอปกติพอสมควร
ทำให้ยังไม่เป็น ที่นิยมมากนัก แต่ในอนาคตอันใกล้จอแบนคงจะมีราคาที่ถูกกว่านี้
และเป็นมาตรฐานของจอภาพคอมพิวเตอร์ในอนาคต

อุปกรณ์เสียง
  
 หน่วย แสดงเสียง ซึ่งประกอบขึ้นจาก ลำโพง (Speaker) และการ์ดเสียง (Sound card) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถฟังเพลงในขณะทำงาน หรือให้เครื่องคอมพิวเตอร์รายงานเป็นเสียงให้ทราบเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ เช่น ไม่มีกระดาษในเครื่องพิมพ์ เป็นต้น รวมทั้งสามารถเล่นเกมส์ที่มีเสียงประกอบได้อย่างสนุกสนาน โดยลำโพงจะมีหน้าที่ในการแปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ให้เป็นเสียง เช่นเดียว กับลำโพงวิทยุ

                   ส่วนการ์ดเสียงจะเป็นแผงวงจรเพิ่มเติมที่นำมาเสียบกับช่องเสียบขยายในเมนบอร์ด เพื่อช่วยให้คอมพิวเตอร์สามารถส่งสัญญาณเสียงผ่านลำโพง รวมทั้งสามารถต่อไมโครโฟนเข้ามาที่การ์ดเพื่อบันทึกเสียงเก็บไว้ด้วย เทคโนโลยีด้านเสียงสามารถแบ่งได้เป็น 2ประเภท คือ Waveform audio หรือเรียกว่า Digital audio และ MIDI (Musical Instrument Digital Interface)
แหล่งที่มาhttp://th.wikipedia.org

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)


 หน่วยประมวลผลกลาง (CPU)

bulletหน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit – CPU) บางทีก็เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (Microprocessor) หรือ ชิป (Chip) เป็นหัวใจของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่ในการคิดคำนวณ ประมวลผล และควบคุมการทำงานของอุปกรณ์อื่นในระบบ
bullet 
§   ลักษณะของซีพียู
เป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กมาก ภายในประกอบด้วยทรานซิสเตอร์ประกอบกันเป็นวงจรหลายล้านตัว ตัวอย่างเช่น ซีพียูรุ่นเพนเทียม จะมีทรานซิสเตอร์เล็กๆจำนวนมากถึง 3.1 ล้านตัว
ซีพียูมีหน่วยที่ใช้ในการบอกขนาดของการคำนวณเรียกว่า บิต (Bit)ถ้าจำนวนบิตมากจะสามารถทำงานได้เร็ว ซีพียูปัจจุบันทำงานที่ 32 บิต
§   ความเร็วของซีพียู (Speed)
มีหน่วยวัดเป็น เมกะเฮริตซ์ (MHz = MegaHertz) ถ้าค่าตัวเลขยิ่งสูงแสดงว่ายิ่งมีความเร็วมาก ปัจจุบันความเร็วของซีพียู สามารถทำงานได้ถึงระดับ กิกะเฮริตซ์  (GHz = Gigahertz)  โดยมีความเร็วระหว่าง 2-3GHz ในการเลือกใช้ซีพียู ผู้จำหน่ายจะบอกไว้ว่า เครื่องรุ่นนี้มีความเร็วเท่าไหร่ เช่น Pentium IV 2.8 GHz  หมายความว่าเป็น CPU รุ่นเพนเทียมโฟว์ มีความเร็วในการทำงานที่ 2.8 กิกะเฮริตซ์
§   ซีพียูรุ่นต่างๆ
โดยทั่วไปมีผู้ผลิตซีพียูหลักๆ คือ บริษัท Intel, AMD, Cyrix และMotorola  โดยบริษัท Intel เป็นผู้นำในการผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก
bullet 
bullet
 ตัวอย่าง CPU ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ Windows
 
bullet
1.  ซีพียู PentiumPentium II, Pentium III, Pentium IV เป็นซีพียูรุ่น 486 ของบริษัทอินเทล มีขนาดการเข้าออกของข้อมูลขนาด 32 บิต ภายในมีส่วนคำนวณแบบขนาน สามารถทำงานพร้อมกันได้หลายๆคำสั่ง โดยเฉพาะ Pentium IV ถือว่าให้ประสิทธิภาพสูงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานด้านมัลติมีเดีย
2.  ซีพียู AMD เป็นของบริษัท AMD เป็นบริษัทที่ผลิตซีพียูที่สามารถใช้งานกับระบบปฏิบัติการWindows ได้ เช่นเดียวกับซีพียูของอินเทล
3.  ซีพียูเซเลรอน (Celeron) เป็น ซีพียู ของบริษัทอินเทล
bullet
แหล่งที่มา

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)

หน่วยรับข้อมูล (Input Unit)
 เมาส์ 
อุปกรณ์นำเข้าข้อมูลโดยการเลื่อนเมาส์เพื่อบังคับตัวชี้ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอ เมาส์ที่นิยมใช้มีด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่
-แบบทางกล (Mechanical) ใช้ลูกกลิ้งกลม
-แบบใช้แสง (Optical mouse)
-แบบไร้สาย (Wireless Mouse)
 คีย์บอร์ด

อุปกรณ์รับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส เพื่อบอกให้คอมพิวเตอร์รู้ว่ามีการกดตัวอักษรอะไร แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องพิมพ์ดีด ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักขระที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์เป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต (Operator)
 สแกนเนอร์
เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลที่เป็นเอกสาร รูปภาพ หรือ รูปถ่าย สแกนเนอร์สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
แบบเลื่อนกระดาษ (Sheet-Fed Scanner) สแกนเนอร์แบบนี้จะรับกระดาษแล้วค่อย ๆ เลื่อนหน้ากระดาษให้ผ่านหัวสแกนซึ่งอยู่กับที่
แบบแท่นนอน (Flatbed scanner) สแกนเนอร์แบบนี้จะมีกลไกคล้ายกับเครื่องถ่ายเอกสาร เหมาะสำหรับใช้กับเอกสารทั้งที่เป็นแผ่นเดียวและเอกสารที่เป็นเล่ม
แบบมือถือ (Hand-held Scanner) สแกนเนอร์แบบมือถือได้รวมเอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทั้งสองแบบเข้าไว้ด้วยกัน
OCR 
อุปกรณ์นำเข้าข้อมูล โดยใช้วิธีการอ่านข้อมูลด้วยลำแสงในลักษณะพาดขวางบนเอกสารที่มีข้อมูลอยู่ แล้วแปลงรหัสเป็นสัญญาณไฟฟ้าเข้าไปเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โอซีอาร์ที่เราสามารถพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ เครื่องอ่านรหัสแท่ง (Barcode reader)
แหล่งที่มา http://home.kku.ac.th

บทบาทและประโยชน์ของคอมพิวเตอร์


 บทบาทและประโยชน์ของคอมพิวเตอร์

   ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ มากมายคอมพิวเตอร์ได้นำไปใช้ในอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านเรือน เช่น เครื่องซักผ้า โทรทัศน์ โทรศัพท์ เป็นต้นนอกจากนี้ ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คือ การใช้ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ เช่น พิมพ์จดหมาย รายงานเอกสารต่างๆ โดยสรุปคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับวิถีชิวิตในด้านต่าง ๆ ดังนี้
           1. การศึกษา มีการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เช่น การค้นหาข้อมูลข่าวสารความรู้ประกอบการเรียนการสอนจากอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ครู อาจารย์ยังใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน เช่น ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) เพื่อให้นักศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรือเพิ่มพูนประสบการณ์ให้แก่นักศึกษา ใช้คอมพิวเตอร์สอนภาษา เป็นต้นนอกจากนี้เนื้อหาด้านคอมพิวเตอร์ ยังเป็นเนื้อหาหนึ่งที่ใช้ในการเรียนการสอนในหลักสูตรอีกด้วยสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาก็ใช้คอมพิวเตอร์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการ เช่น ใช้คอมพิวเตอร์จัดทำทะเบียนนักศึกษา ใช้งานด้านบุคลากร
ด้านการเงิน เป็นต้น
           2. งานธุรกิจ เช่น บริษัท ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ตลอดจนโรงงานต่างๆ ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำบัญชี งานประมวลคำและติดต่อกับหน่วยงานภายนอกผ่านระบบโทรคมนาคม นอกจากนี้งานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ก็ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการควบคุมการผลิต และการประกอบชิ้นส่วนของอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โรงงานประกอบรถยนต์ ซึ่งทำให้การผลิตมีคุณภาพดีขึ้น หรืองานธนาคารที่ให้บริการถอนเงินผ่านตู้ฝากถอนเงินอัตโนมัติ ( ATM ) และใช้คอมพิวเตอร์ คิดดอกเบี้ยให้กับผู้ฝากเงินและการโอนเงินระหว่างบัญชี เชื่อมโยงกันเป็นระบบเครือข่าย
          3. งานวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และงานสาธารณสุข สามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในส่วนของการคำนวณที่ค่อนข้างซับซ้อน เช่น งานศึกษาโมเลกุลสารเคมี วิถีการโคจรของโลก การส่งจรวดไปสู่อวกาศ หรืองานทะเบียน การเงิน สถิติ และเป็นอุปกรณ์สำหรับการตรวจรักษาโรคได้ ซึ่งจะให้ผลที่แม่นยำกว่าการตรวจด้วยวิธีเคมีแบบเดิม และให้การรักษาได้รวดเร็วขึ้น
          4. งานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม สถาปนิกและวิศวกรสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการออกแบบ หรือจำลองสภาวการณ์ต่างๆ เช่น การรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารเมื่อเกิดแผ่นดินไหวโดยคอมพิวเตอร์จะคำนวณและแสดงภาพสถานการณ์ใกล้เคียงความจริง รวมทั้งการใช้ควบคุมและติดตามความก้าวหน้าของโครงการต่างๆ เช่น คนงาน เครื่องมือ ผลการทำงาน
          5. งานราชการ เป็นหน่วยงานที่มีการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุด โดยมีการใช้หลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบประชุมทางไกลผ่านคอมพิวเตอร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เพื่อเชื่อมโยงไปยังสถาบันต่างๆ กรมสรรพากร ใช้ในการจัดเก็บภาษี บันทึกการเสียภาษี  เป็นต้น
แหล่งที่มา  http://krumaew.wordpress.com

ความหมายของคอมพิวเตอร์

ความหมายของคอมพิวเตอร์


คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ทำงานแทนมนุษย์ ในด้านการคิดคำนวณและสามารถจำข้อมูล ทั้งตัวเลขและตัวอักษรได้เพื่อการเรียกใช้งานในครั้งต่อไป  นอกจากนี้ ยังสามารถจัดการกับสัญลักษณ์ได้ด้วยความเร็วสูง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนของโปรแกรม คอมพิวเตอร์ยังมีความสามารถในด้านต่างๆ อีกมาก อาทิเช่น การเปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ การรับส่งข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในตัวเครื่องและสามารถประมวลผลจากข้อมูลต่างๆ ได้ 


คอมพิวเตอร์มาจากภาษาละตินว่า Computare ซึ่งหมายถึง การนับ หรือ การคำนวณ  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ไว้ว่า "เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติ ทำหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สำหรับแก้ปัญหาต่างๆ
ที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์"
แหล่งที่มา www.http://th.wikipedia.org

วัยรุ่นวุ่นเพราะ


วัยรุ่นเป็นช่วงที่เราทุกคนทราบดีว่าเป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจะครอบคลุมหลายด้านของชีวิต จนบางครั้งผู้ใหญ่มักเรียกว่าเป็น “ วัยวุ่น ” เนื่องมาจากผลการปรับตัวที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่นนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของวัยรุ่น ทำให้เขาต้องเผชิญกับหลายสิ่งในชีวิต หากเขาปรับตัวได้ก็ทำให้เขามีพัฒนาการในทางที่เหมาะสม แต่หากมีวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยสามารถจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตได้อย่างเหมาะสม จนก่อให้เกิดความผิดพลาดที่ไม่มีวันลืมชั่วชีวิต

“ เนตรนภา ” หญิงสาววัยรุ่นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนตรนภาอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เธอเป็นเด็ก พ่อเป็นคนใจดี พูดน้อยแต่ก็เข้มงวดกับเรื่องระเบียบภายในบ้านพอสมควร ส่วนแม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย และเข้มงวดกับกิจวัตรประจำวันของเธอไปไม่น้อยกว่าพ่อ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยดุด่าหรือลงโทษเนตรนภาอย่างรุนแรงเลยสักครั้ง แม่ของเนตรนภาขอแยกทางกับด้วยเหตุผล คือ ไม่เข้าใจกัน และไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ แม่ของเธอจึงไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศและแต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติ ส่วนพ่อแต่งงานใหม่ในช่วงที่เนตรนภาอายุประมาณ 13-14 ปี ในช่วงที่เนตรนภาอยู่กับพ่อ เนตรนภารู้สึกโดดเดี่ยวและเหงา เพราะพ่อเป็นผู้ชายเก่งที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานสูง มีเวลาได้พูดคุยกับเนตรนภาในแต่ละวันไม่กี่คำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญเท่านั้น “ เนตรนภา ” หญิงสาววัยรุ่นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนตรนภาอยู่ในครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่เธอเป็นเด็ก พ่อเป็นคนใจดี พูดน้อยแต่ก็เข้มงวดกับเรื่องระเบียบภายในบ้านพอสมควร ส่วนแม่เป็นคนหงุดหงิดง่าย และเข้มงวดกับกิจวัตรประจำวันของเธอไปไม่น้อยกว่าพ่อ แต่ทั้งสองก็ไม่เคยดุด่าหรือลงโทษเนตรนภาอย่างรุนแรงเลยสักครั้ง แม่ของเนตรนภาขอแยกทางกับด้วยเหตุผล คือ ไม่เข้าใจกัน และไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้ แม่ของเธอจึงไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศและแต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติ ส่วนพ่อแต่งงานใหม่ในช่วงที่เนตรนภาอายุประมาณ 13-14 ปี ในช่วงที่เนตรนภาอยู่กับพ่อ เนตรนภารู้สึกโดดเดี่ยวและเหงา เพราะพ่อเป็นผู้ชายเก่งที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานสูง มีเวลาได้พูดคุยกับเนตรนภาในแต่ละวันไม่กี่คำ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญเท่านั้น

เมื่อเริ่มศึกษาในมัธยมศึกษาปี่ที่ 4 เนตรนภาได้พบกับเพื่อนชายคนหนึ่งซึ่งเอาใจใส่และดูแลเนตรนภาเป็นอย่างดี “ อรรณพ ” เด็กชายวัยรุ่นมาจากครอบครัวข้าราชการ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว พ่อแม่ค่อนข้างตามใจเขา ไม่ว่าอรรณพต้องการอะไรพ่อแม่ไม่เคยขัดใจ อรรณพค่อนข้างเป็นคนเจ้าอารมณ์หงุดหงิดง่ายเมื่ออรรณพกับเนตรนภาได้ตกลงคบกันเป็นคู่รัก ทั้งสองคนก็จะมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอๆ ทำให้เนตรนภาเริ่มห่างเหินจากกลุ่มเพื่อนผู้หญิงไป จนกระทั่งวันหนึ่งอรรณพและเนตรนภามีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งถึงแม้ว่าเนตรนภายอมมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับอรรณพ แต่ไม่ได้หมายความว่าเนตรนภามีความเจนจัดเรื่องเพศเนตรนภาไม่ได้คบเพื่อนชายหลายคน และไม่มีค่านิยมในการเก็บ คะแนนการมีเพศสัมพันธ์เหมือนกับผู้หญิงบางกลุ่มใสปัจจุบันซึ่งเป็นนิยมการแข่งขันมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายไม่ว่าจะเป็นคู่รักหรือไม่ก็ตาม แต่เนตรนภามีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับอรรณพได้ และเนตรนภากลัวอรรณพจะทิ้งเธอไปและไม่เอาใจใส่รักเธอเหมือนที่เคยปฏิบัติต่อเธอหากเธอปฏิเสธความต้องการของเขา

หลังจากทั้งสองมีคนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ่ง อรรณพเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิมความโมโหร้ายของอรรณพูดจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อรรณพหงุดหงิดง่ายและใช้กำลังตบตีเนตรนภาเสมอเมื่อไม่พอใจ และบังคับให้เนตรนภาพูดคุยกับเขาเพียงคนเดียว ไม่ยอมให้เนตรนภาพูดคุยกับเพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง โดยเฉพาะเพื่อนชายเนตรนภาก็ยอมปฏิบัติตามโดยดีด้วยความรักและเชื่อฟังอรรณพส่วนการเรียนเนตรนภาซึ่งเคยอยู่ในระดับดีมาตลอดในชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปัจจุบันดูเหมือนการสอบให้ผ่านก็เป็นสิ่งที่เพียงพอสำหรับเธอแล้ว

2 ปีผ่านไป ทั้งสองคนยังคบกันในฐานะคู่รัก และเมื่อเริ่มเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เนตรนภาผิดพลาดเรื่องการคุมกำเนิดทำให้เธอตั้งครรภ์ และต้องหาทางเอาเด็กออก ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงสอบปลายภาค ทำให้เธอต้องหยุดเรียนและไม่สามารถจบการศึกษาพร้อมกับเพื่อนได้เนตรนภาเสียใจและรู้สึกการกระทำของตนเองหลังจากเพื่อนๆ ซึ่งร่วมถึงอรรณพ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่เนตรนภาต้องเรียนอีก 1 ภาคการศึกษาและเลิกคบกับอรรณพ ด้วนเหตุที่อรรณพไม่ยอมคบเธออีกหลังจากที่เข้าสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ส่วนเนตรนภาเมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมปี่ที่ 6 เธอไม่ได้เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยเพราะเกิดความรู้สึกไม่อยากเรียน ขาดแรงจูงใจ ไม่มีเป้าหมายในชีวิตปัจจุบันเมื่อเธอเดินไปพบเด็กๆ น่ารักตามท้องถนนหรือสถานที่ต่างๆ เธอจะนึกถึงวันที่เธอเอาเด็กออก และรู้สึกเศร้า บางครั้งเมื่อเธอเดินไปกับและเห็นผู้ชายมีลักษณะคล้ายกับอรรณพเธอจะหลบอยู่ด้านหลังเพื่อนและตัวสั่นด้วยความกลัว เรื่องที่เกิดขึ้นกับเนตรนภานับว่าเป็นบาดแผลในใจของเธอไม่น้อย

จากเรื่องของเนตรนภาท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีเด็กวัยรุ่นจำนวนไม่น้อยที่มีความรักและคบกับเพื่อนต่างเพศฉันท์คู่รัก และส่วนใหญ่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ซึ่งพบว่ามีปัญหาที่ตามมาหลากหลายรูปแบบโดนเฉพาะวัยรุ่นผู้หญิง บางครั้งก็ตั้งครรภ์ในช่วงที่ยังเรียนไม่จบ ทำแท้ง หรือมีเหตุต้องออกจากโรงเรียน หมดอนาคตไปเลยก็มี ในกรณีเช่นนี้ดูเหมือนวัยรุ่นชายจะได้เปรียบและปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนไม่มากเท่ากับฝ่ายหญิง

การคบกับเพื่อนต่างเพศในช่วงวัยรุ่น เป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงพัฒนาการตามวัย วัยรุ่นมักจะมีความรู้สึกสนใจต่อเพศตรงข้ามและเริ่มมีความรัก แต่ความรักในวัยนี้มักเป็นความรักแบบไม่ยั่งยืนและเป็นความรักที่เกิดเพียงระยะสั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดความสุขและความตื่นเต้นเพียงชั่วครู่ วัยรุ่นชายจะมีความสนเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความอยากทดลองในสิ่งแปลกใหม่ที่เข้ามาในชีวิต ซึ่งเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกอยากทดลอง ในอดีตที่ผ่านมาเรามักวัยรุ่นชายบางกลุ่มมักนิยมการเก็บคะแนนการมีเพศสัมพันธ์กับวัยรุ่นหญิงทั้งในโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียน แต่ในปัจจุบันเราพบว่าค่านิยมนี้ก็มีอยู่ในกลุ่มวัยรุ่นหญิงเช่นกัน ค่านิยมนี้เป็นค่านิยมที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากพัฒนาการของวัยรุ่นอีกเช่นกันวัยรุ่นจะคบเพื่อนเป็นกลุ่มและมีการเปรียบเทียบระหว่างตนเองกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเกี่ยวกับเอกลักษณ์ส่วนตนด้านต่างๆ แต่หากไม่ใช่วัยรุ่นทุกคนที่มีค่านิยมเกี่ยวกับเรื่องเพศเช่นนี้ มีวัยรุ่นบางกลุ่มก็มีค่านิยมที่ยึดเอาความสำเร็จด้านการเรียนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเขา

ดังนั้นเด็กวัยรุ่นที่มีพัฒนามาถึงช่วงวัยนี้ ควรมีโอกาสได้สำรวจและทบทวนค่านิยมและความต้องการของตนอย่างไตร่ตรอง ค่านิยมบางอย่างควรมีการพิจารณาว่าเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตอย่างแท้จริงหรือไม่ มีวัยรุ่นหญิงหลายคนที่ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรและทำแท้งทำให้เกิดความรู้สึกผิดภายในใจ มองตนเองอย่างไร้ค่า และฝังใจถึงแม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะผ่านมานานเพียงใดก็ตาม เพราะอย่างน้อยค่านิยมไทยในเรื่องเพศก็เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ในครอบครัวไทยเพียงแต่อาจจะเบาบางหรือเข้มแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว วัยรุ่นควรให้คุณค่ากับค่านิยมที่คนในสังคมยึดถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เช่นการเป็นคนรับผิดชอบ การเป็นคนซื่อสัตย์ การเอาใจใส่ต่อการเรียนการปฏิบัติหน้าที่ลูกที่ดีของพ่อแม่เป็นต้น

ในกรณีของเนตรนภา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากค่านิยมการมีเพศสัมพันธ์เนื่องจากการสมยอม และทำตามสิ่งที่อรรณพผู้ซึ่งเป็นคู่รักของตนต้องการ เด็กวัยรุ่นหญิงที่มีค่านิยมเรื่องที่เหมาะสม แต่ถูกคู่รักบังคับหรือขอร้องให้มีเพศสัมพันธ์กับเขา ควรได้ตระหนักและประเมินความรักระหว่างตนเองกับคู่รักอย่างถ้วนถี่ว่า หากทำตามที่คู่รักของตนต้องการแล้วจะเกิดอะไรขึ้นภายหลัง หากความรักหรือคู่รักของตนเปลี่ยนแปลงไป ตนจะยอมรับได้หรือไม่ จะเกิดอะไรกับชีวิตของตนบ้างหากผิดพลาดไป นอกจากนั้นการมองตนเองอย่างมีค่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้วัยรุ่นสามารถยับยั้งชั่งใจได้เพราะจะเปรียบเสมือนเข็มทิศที่คอยควบคุมการกระทำของตนเอง ไปในทางที่เหมาะสม ตามความรู้สึกที่ดีที่มีต่อตนเอง

หากวัยรุ่นที่มีการตัดสินใจผิดพลาดดังเช่นกรณีของเนตรนภาการให้อภัยต่อการกระทำของตนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เราพึงให้กับตนเองรับรู้ว่าการผิดพลาดที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นตราบาปที่บ่งบอกว่าเราเป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด แต่ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกตัวบุคคล เรียนรู้ที่จะรักและสงสารตนเอง ให้โอกาสตนเองที่จะทำสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของตนต่อไป ปฏิบัติตามหน้าที่และบทบาทของตนในปัจจุบันให้ดีที่สุด การคิดคำนึงถึงอดีตที่ผิดพลาดไม่ได้ช่วยให้ชีวิตของเราก้าวไปข้างหน้าได้ มีแต่จะคอยบั่นทอนกำลังใจและการปิดกั้นการรับรู้ต่อสิ่งที่ดีที่เข้ามาในชีวิต

ครอบครัวมีส่วนสำคัญอย่างมากตั้งแต่การพัฒนาการในช่วงวัยเด็ก ที่จะปลูกฝังในเรื่องจริยธรรม ความถูกต้อง ตลอดจนค่านิยมที่ดีงามต่างๆ ในสังคม นักจิตวิทยาพัฒนาการพบว่าการปลูกฝังค่านิยมที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงการสร้างความรู้สึกว่าตัวเด็กมีคุณค่าและเป็นคนดี เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เขายึดมั่นในค่านิยมที่สังคมยอมรับเมื่อเขาเติบโตขึ้น และมีการปรับตัวอย่างเหมาะสมเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นรอบตัว โดยเฉพาะเมื่อเขาอยู่ในช่วงวัยรุ่น การที่พ่อแม่เข้มงวดหรือห้ามไม่ให้วัยรุ่นคบเพื่อนต่างเพศ ไม่ใช่หนทางป้องกันหรือแก้ปัญหาที่ดีนัก เพราะนั่นคือความสนใจที่เกิดขึ้นตามช่วงวัยของเขา

เมื่อเด็กพัฒนาเข้าสู่การเป็นวัยรุ่น พ่อแม่ควรปฏิบัติตนให้เป็นเสมือนที่พึ่งและที่ปรึกษาให้แก่เขา มีความเข้าใจถึงพัฒนาการและความต้องการของเขา คอยชี้แนะแนวทางการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ปัจจุบันเราพบว่าครอบครัวส่วนใหญ่ไม่มีเวลาพูดคุยและปรึกษาให้กับวัยรุ่น เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่มักบอกว่า มีปัญหาอะไรไม่เคยเล่าให้พ่อแม่ฟัง เพราะบางครั้งรู้สึกไม่กล้าหรือรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจ มักห้ามปรามและตำหนิพวกเขามากกว่าที่จะรับรู้ถึงความต้องการของเขา ด้วยในช่วงวัยที่มีความสนใจและคล้อยตามเพื่อนทำให้วัยรุ่นส่วนใหญ่เชื่อฟังเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ และหากพ่อแม่ไม่เป็นที่พึ่งและที่ปรึกษาที่ดีแล้ว วัยรุ่นก็จะระบายความรู้สึกและรับฟังแนวทางการแก้ปัญหาจากกลุ่มเพื่อน ซึ่งบางครั้งก็เป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ไม่เหมาะสมนัก

จะเห็นได้ว่าปัญหาวัยรุ่นที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้วมิใช่เพียงตัววัยรุ่น สภาพแวดล้อม หรือสื่อต่างๆ เท่านั้นที่มีผลต่อพฤติกรรมทางเพศและปัญหาปรับตัวอื่นๆ แต่ครอบครัวเป็นปัจจัยหลักที่เสริมสร้างและชี้แนะแนวทางการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นนั่นเอง